pmuaaddress

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
319 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

0 2109 5432 ต่อ 811

[email protected]

 

Visitor Counter

0002100

ลักษณะของ ABC (Area-Based Collaborative Research)

 

  ABC คืออะไร? เป็นอย่างไร? 

  • คือ การเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งในการทำงาน (AB) โดยการทำงานร่วมกัน (C)   ระหว่างผู้มีส่วนได้เสียตัวจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลจากการวิจัย (R) ที่จะใช้จัดการกับเรื่องสำคัญของจังหวัด เพื่อนำไปสู่การพัฒนา (D) งานวิจัยประเภทนี้จึงมีชื่อเต็มว่า Area-Based
  • เป็น การทำงานเพื่อไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการเมือง) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในจังหวัด (ที่มีหลายระดับของผู้ที่เกี่ยวข้อง) ที่หวังผลทั้งในระยะสั้น (เพื่อตัวเอง) และในระยะยาว (เพื่อลูกหลาน)
  • บน ปรัชญา/ความเชื่อ ว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงต้องเกิดจากภายใน ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้ทำ และสมัครใจที่จะทำงานร่วมกัน
  • ภายใต้ความตระหนัก ว่าภาครัฐ คือผู้กุมทรัพยากรในการพัฒนา (เงินและกฎกติกา) จึงต้องทำงานกับภาครัฐ

 

  ABC สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ของประเทศอย่างไร?

  • นโยบายกระจายอำนาจและการให้จังหวัดตั้งของบประมาณได้ ทำให้จังหวัดและท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาจังหวัด แต่จังหวัดมีข้อจำกัดด้วยงานโครงการต่างๆ จากส่วนกลางมาก ขาดการบูรณาการกลไกทำงานร่วมกัน และไม่มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดบริการสาธารณะและดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อประชาชน
  • ABC เสนอว่าจะเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์นี้ โดยใช้ข้อมูลเชิงระบบ เป็น "พื้นที่" ให้ภาคราชการและประชาชนได้มาทำความเข้าใจกับสถานการณ์ร่วมกัน หาทางเลือกร่วมกัน และตัดสินใจปฏิบัติการในแนวทางที่เหมาะสมกับหลายๆ ฝ่าย

 
  เป้าหมายของงาน ABC และผลลัพธ์ที่คาดหวัง คืออะไร?

  • เป้าหมายของงาน ABC  คือ การพัฒนาความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ สังคมของพื้นที่ด้วยการพัฒนา กลไกการจัดการ ของจังหวัดให้มีข้อมูลและความรู้ ที่จำเป็น เพื่อกำหนดทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับจังหวัดโดยใช้ กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือ
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวังของงาน ABC  มี 2 เรื่องคือ
          1.  ผลสำเร็จของการแก้ปัญหาที่เป็นโจทย์ร่วมของภาคีพัฒนาในพื้นที่ได้  หมายถึงสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ เปลี่ยนให้ดีขึ้น สิ่งที่เป็นโอกาส แต่ยังไม่ได้ใช้ ก็ใช้ให้มากขึ้น
          2.  เกิด “กลไก”ที่มีความสามารถจัดการกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ กล่าวคือ เป็นกลไกที่ทำงานบนข้อมูลและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในจังหวัด มีความเป็นธรรมพอสมควรระหว่างกัน  มีความสามารถในการจัดการเรื่องใหม่ๆ ในอนาคตได้

 

  ตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน ABC คืออะไร
 
  • ขั้นแรกในระดับผลผลิต (output) อยู่ที่การได้ข้อมูลเพื่อช่วยในการวางแผนพัฒนาพื้นที่ ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายกำกับแผนพัฒนา ด้วยความสบายใจว่าแผนอยู่บนฐานของข้อมูลความเป็นจริงในพื้นที่ นอกจากนี้ ผลผลิตยังได้แก่ความรู้ที่ให้ทางเลือกทางออกต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ด้วย
  • ขั้นที่สอง ในระดับผลลัพธ์ (outcome) อยู่ที่การเห็นการพัฒนาจังหวัดประสบผลสำเร็จตามที่วางแผน คุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น คนรุ่นใหม่มีคุณภาพ สิ่งแวดล้อมไม่เสื่อมโทรม (ต้องรอดูหลายปี)

 

  ใครคือลูกค้าของงาน ABC  และจะได้อะไรจากการทำงานนี้

  • ข้าราชการ : ได้ข้อมูลประกอบการทำแผน การของบประมาณ  หรือตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น มีชื่อเสียง
  • องค์กรปกครองท้องถิ่น:  ได้ข้อมูลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ/legitimacy
  • ประชาชน : ได้เข้าร่วมวางแผนและติดตามโครงการพัฒนาร่วมกับภาครัฐ
  • นักธุรกิจ : สร้างภาพลักษณ์ขององค์กรเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (Cooperate Social Responsibility : CSR) เพื่อความสัมพันธ์ระยะยาว
  • นักวิชาการ : ได้งานวิจัยที่ใช้ได้จริง สร้างชื่อเสียง (reputation)



  ABC ปรับกระบวนทัศน์อะไร? 

  • โจทย์วิจัยที่ดีต้องมาจากปัญหาจริง ปัญหาจริงมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders)  หลายฝ่าย งานวิจัยที่ดีต้องเป็นส่วนงอก (outgrowth) จากการปฏิบัติจริงโดยผู้มีส่วนได้เสีย
  • Networking  กับ stakeholders เป็นเรื่องสำคัญมากในการจะใช้งานวิจัยเพื่อแก้ปัญหา ลำพังเพียงความรู้จากงานของนักวิจัยฝ่ายเดียวไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาในบรรลุผล
  • นักวิจัยที่ดีต้องเก่งในศาสตร์ของตน และ ร่วมทำงานกับศาสตร์อื่นๆได้อย่างมีประสิทธิผล
  • แหล่งทุนที่ดีต้องเข้าใจ ความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ มิฉะนั้นงานที่ทำจะไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริง
  • ผู้บริหาร(รัฐ, องค์กรปกครองท้องถิ่น เอกชน) ที่ดีต้องใช้งานวิจัยช่วยในการทำงาน

 

  ABC ต่างจากงานวิจัยทั่วไปอย่างไร
 
  • ABC มี “control area”  คือขอบเขตพื้นที่จังหวัด
  • ใช้กรอบการวิเคราะห์ว่ากิจกรรมใดๆ ในพื้นที่ย่อมจะส่งผลต่อกิจกรรมอื่นๆในพื้นที่นั้น (cause-effect- influence)
  • ตัวกิจกรรม  อาจได้แก่ การไหลเวียนเข้าออกของสินค้า (inflow/outflow) หรือการผลิต การบริโภคภายในจังหวัดก็ได้
  • งาน R&D เป็นเสมือน catalyst ในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนเชื่อมโยงตัวกิจกรรมเพื่อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาของพื้นที่ (เช่น ลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากภายนอก สร้างการพัฒนาที่สมดุลยั่งยืน สร้างเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น)
  • ในที่สุดแล้ว ผลลัพธ์คือ ทางเลือกสำหรับการบริหารจัดการองค์ประกอบต่างๆ (คน+ สิ่งแวดล้อม+เศรษฐกิจ+คุณภาพชีวิต) ของ “ระบบ” ใน control area ว่าควรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
  • งาน ABC เน้นการมองพื้นที่ทั้งจังหวัดเป็นหน่วยการวิเคราะห์และพัฒนา  ไม่ใช่เพียงการสร้างงานวิจัยที่มีพื้นที่ทำงานอยู่ในจังหวัด แต่เป็นการมองเชื่อมโยงภาพทั้งจังหวัดว่าจังหวัดหรือ control area นี้จะเกิดการพัฒนาเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรที่สมดุลได้อย่างไร

 

  ใครเป็นคนตั้งโจทย์วิจัยในพื้นที่ กระบวนการอะไรจะยืนยันได้ว่านี่เป็นโจทย์ปัญหาจริงของคนในพื้นที่ 

  • ใครตั้งโจทย์ก็ได้  ไม่สำคัญเท่าการมีกระบวนการยืนยันว่าเป็นโจทย์ที่มุ่งไปสู่การพัฒนาพื้นที่ตามที่คนในพื้นที่ต้องการหรือสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ  กระบวนการยืนยันโจทย์ทำได้จากกระบวนการเวทีที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน “ถอดหมวก” ของตนออก แล้วใช้เป้าหมายการพัฒนาทั้งพื้นที่ของตนเองเป็นเป้าหมายการให้ความเห็นต่อโจทย์นั้น  กระบวนการจัดการเวทีความเห็นจึงเป็นหัวใจในการตั้งโจทย์ (จัดเวทีแล้วได้โจทย์) หรือยืนยันโจทย์ (เอาโจทย์มาสอบถาม) หรือ “เหลา”โจทย์ให้คมและชัด   การที่จะรู้ว่าโจทย์ดังกล่าวเป็นปัญหาจริงหรือไม่ จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบความแม่นยำ เช่นการหารือหลายกลุ่มมากขึ้น การประเมินสภาพแวดล้อมที่ชัดเจน และการขอความเห็นจากผู้ที่กำหนดนโยบาย ซึ่งอย่างน้อยที่สุด กระบวนการหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจว่าหากเกิดผลงานวิจัยออกมาแล้ว ทางผู้กำหนดนโยบายสนใจที่จะเอาไปใช้หรือไม่



  ทำไม ABC  ต้องให้ความสำคัญกับกลไกความร่วมมือในพื้นที่ 

  • ABC มุ่งไปที่ผลลัพธ์คือการพัฒนาพื้นที่  ผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนา คือ กลไกในพื้นที่ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่และงบประมาณ  ความร่วมมือของกลไกพัฒนาในพื้นที่จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ  โดยเฉพาะการรับรู้ตั้งแต่แรก  การร่วมทำวิจัย  ไปจนถึงการสังเคราะห์ความรู้และการกระจายความรู้จากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

  

  ทำไมจึงใช้จังหวัดเป็นขอบเขตของคำว่า “พื้นที่” 
 
  • เพราะมีกลไกบริหารที่มีความชอบด้วยกฎหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว  มีทรัพยากรในการบริหารไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ กำลังคนชัดเจน

 

  ABC จะหนุนเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือการเติบโตของราชการภูมิภาคกันแน่ 

  • ใช่ และไม่ใช่ทั้งคู่   เพราะ ABC  คือความร่วมมือระหว่าง ผู้มีส่วนได้เสียตัวจริงของจังหวัด ดังนั้น ถ้าการปกครองส่วนท้องถิ่นและราชการส่วนภูมิภาค เป็นผู้ได้เสียตัวจริง คำตอบคือใช่ แต่หากการปฏิบัติมิได้อยู่ในกรอบข้างต้น คำตอบคือไม่ใช่

    อย่างไรก็ตาม  หากมองบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ทั้งสองหน่วยงานต้องทำงานร่วมกัน และมีเป้าหมายร่วมเพื่อการพัฒนาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่ ABC จะเข้าไปช่วยเชื่อมต่อให้ราชการส่วนภูมิภาค “เห็น” ความต้องการจริงของคนในพื้นที่ และการปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมสนับสนุนหรือจัดทำแผนงานและงบประมาณ ให้สอดคล้องกันโดยมีข้อมูลและข้อเท็จจริงจากผลงานวิจัยเป็นเครื่องยืนยัน

    จุดเน้นสำคัญของงาน ABC คือ Collaboration การแก้ปัญหาของประชาชนหลายครั้งไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายเดียว ประเด็นจึงไม่ใช่การแข่งกันเติบโตเพื่อ “ยึดพื้นที่” หรือ “งาน” แต่ ABC จะเป็นการ fine tune ทั้ง 2 หน่วยให้เข้าใจการทำงานแบบเสริมพลังบทบาทซึ่งกันและกัน (synergy) เพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

 

  มหาวิทยาลัยในพื้นที่จะเข้ามาช่วยในบทบาทไหนได้บ้าง   

  • 1.ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานระหว่างภาคีต่าง ๆ และเป็นแหล่งสร้างและแหล่งรวบรวมความรู้ที่จำเป็นสำหรับใช้ในการพัฒนาจังหวัดนั้น ๆ ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยมีความเข้าใจในบทบาท ความต้องการในการพัฒนาของจังหวัดและภาคีอื่น และทุ่มเทสมองเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โอกาสที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมมีอยู่มาก

    2. เป็นข้อต่อเชื่อมระหว่างความรู้ที่ถูกผลิตขึ้นในแวดวงวิชาการกับโจทย์ปัญหาจริงของพื้นที่ มหาวิทยาลัยสามารถนำความรู้เชิงวิชาการมาเติมเต็ม ร่วมจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของภาคีที่ทำงานร่วมกันได้    ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงการวิจัยในกรณีที่กลไกพัฒนาเป็นคนทำวิจัยเอง  และในกรณีที่ต้องใช้วิชาการระดับสูงขึ้น  มหาวิทยาลัยก็สามารถมีบทบาทนำได้ (อย่างมีบริบท)

  

  มหาวิทยาลัยในส่วนกลางที่มีความชำนาญสูงเป็นพิเศษในสาขาต่าง ๆ จะทำอะไรได้บ้างใน ABC
 
  • มหาวิทยาลัยส่วนกลาง สนับสนุนงาน ABC ได้โดยใช้องค์ความรู้, ประสบการณ์แนวกว้างและลึก ช่วยตบแต่งงานวิจัยในพื้นที่ ABC ให้ ตอบสนองกับสถานการณ์จริงของประเทศ เป็นสะพานเชื่อมไปสู่มุมมองใหม่ โอกาสใหม่ ให้กับพื้นที่ ABC ในทางกลับกัน มหาวิทยาลัยส่วนกลางก็ได้เรียนรู้ “บริบท” พื้นที่และเงื่อนไขที่จำเพาะทำให้การออกแบบงานวิจัยอยู่กับความเป็นจริง มีทั้งความแม่นยำทางวิชาการและ การใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่ ความสำคัญอีกประการคือ การเป็นพี่เลี้ยงนักวิชาการ นักวิจัยในพื้นที่

    ความชำนาญพิเศษจะเป็นความชำนาญที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ขาด  หากได้ทำงานร่วมกันในโจทย์เดียวกัน  จะเป็นโอกาสของการสร้างเครือข่ายวิชาการ  ที่จะทำให้การ “แปล” ข้อมูลเป็นความรู้มีความแม่นยำมากขึ้น

 

  ความรู้หรือคำตอบจากงานวิจัยแบบ ABC มี “ความใหม่” หรือคุณค่าวิชาการหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน 

  • 1.  ความใหม่หรือคุณค่าทางวิชาการของงาน ABC คือการเอาบริบทไทยไปอธิบายด้วยหลักวิชาการ  ซึ่งจะนำไปสู่ทฤษฎีการพัฒนา  ทฤษฎีสังคมวิทยาใหม่  ที่สร้างขึ้นเองโดยมุมมองใหม่ ทั้งนี้ ความรู้จากงาน ABC มีคุณค่าทางวิชาการ หากได้ออกแบบถูกต้องตามกรอบวิชาการ research methodology

    2. มีโอกาสเปิดงาน “ใหม่” ได้ใน 2 กรณีตัวอย่างเช่น
             a. การค้นพบวิธีการใหม่ บนฐานความรู้เดิม ตัวอย่างเช่น การขยายพันธุ์ปูแสมจากแม่ปูไข่นอกกระดอง (ความรู้ชุดเดิม) เชื่อมกับการนำไปทดลองในป่าชายเลน ได้วิธีการขยายพันธุ์ปูแสมใหม่ ซึ่งมีทั้งวิทยาศาสตร์ (ทำซ้ำได้) และ wider applications

            b. ความรู้ “ใหม่” จากตัวสินค้าเดิม เพราะมีบริบท “ใหม่” ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยง supply chain ของข้าวหอมปทุมธานี1 ที่จังหวัดชัยนาท ข้าวหอมมะลิปทุมธานี 1 เป็นตัวสินค้าเดิม supply chain เป็นความรู้ชุดเดิม แต่เมื่อนำมาบวกกับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยและขยายพันธุ์ข้าว โรงสี กระบวนการอบแห้งเมล็ดข้าวในโรงสี ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ชุดใหม่ เกี่ยวการจัดการสินค้าเกษตรที่ครบวงจร ที่ช่วยยกระดับคุณภาพข้าวหอมปทุมธานี 1 เป็นต้นแบบของจังหวัดชัยนาท ซึ่งมีเงื่อนไขต่างจากแหล่งอื่น

 

 

วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

 สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
 222 ต.ไทยบุรี  อ.ท่าศาลา  จ.นครศรีธรรมราช 80160

[email protected]

 

ขับเคลื่อนประเทศ พลังความรู้ พลังความร่วมมือ

ปี 2550 สกสว.ได้เริ่มโครงการวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือ Area Based Development Research (ABC) บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาสู่เป้าหมายร่วม คือ แก้ปัญหาความยากจนบนฐานความรู้ที่ชาวบ้านค้นพบ โดยเริ่มจากเครื่องมือง่าย ๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากปัจเจกชนเป็นกลุ่มและชุมชนไปจนถึงระดับจังหวัด จากบัญชีครัวเรือนเป็นแผนชุมชนไปจนยุทธศาสตร์จังหวัด

อ่านต่อ